Saturday, March 27, 2010

“โรคพิษสุนัขบ้า” อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ไม่แน่ใจปรึกษาแพทย์ด่วน

“พิษสุนัขบ้า” หลาย คนคงจะไม่รู้สึกตื่นกลัวกับโรคนี้สักเท่าไหร่ เพราะคิดว่าเกิดจากการถูกหมาจรจัดกัด และมันคงจะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หากไม่ทะเลอทะล่ามากไปนัก แต่ล่าสุดทำเอาถึงกับอึ้งและต้องหันมาสนใจกับโรคนี้อีกครั้ง!! เมื่อเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ที่มีงานอดิเรกเป็นคนขายสุนัขในตลาดนัดชื่อดัง เสียชีวิตด้วย “โรคพิษสุนัขบ้า” จากการถูกหมาของตนเองกัด ทั้งที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสถิติโรคพิษสุนัขบ้าในปีนี้มีแนวโน้มสูงน่ากลัวมาก เมื่อปี 51 มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 9 คน ปี 52 สูงขึ้นเป็น 25 ส่วนปี 53 เพิ่งต้นปีเสียชีวิตไปแล้วถึง 6 คน

จาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงสุนัข จำเป็นต้องหันมาทำความเข้าใจกับโรคนี้อย่างลึกซึ้งอีกครั้งว่า โรคพิษสุนัขบ้า หรือที่เราเรียกกันตามอาการว่า โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ เรบีส์ ไวรัส ทำ ให้เกิดโรคได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น คน สุนัข แมว ลิง ชะนี กระรอก ค้างคาว หนู ฯลฯ ถ้าเป็นแล้วเสียชีวิตทุกราย ในปัจจุบันยังไม่มียาอะไรที่จะรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้

ซึ่งคนเรานั้นจะสามารถติดโรคดังกล่าวจากสัตว์ได้ 2 ช่องทาง คือ ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด ซึ่งเชื้อไวรัสจากน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่ถูกกัด หรือ ถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย โดยปกติคนถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย จะไม่ติดโรคจากสัตว์เหล่านั้น นอกเสียจากว่าบริเวณที่ถูกเลียจะมีบาดแผลหรือรอยถลอกหรือรอยขีดข่วน โดยคนนั้นไม่ได้สังเกต ในกรณีนี้จะทำให้สามารถเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ รวมทั้งถูกเลียที่ริมฝีปากหรือนัยน์ตาอีกด้วย

โดยผู้ที่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้านั้น จะมีอาการทางประสาท โดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลาง ในระยะ 2-3 วันแรก อาจมีไข้ต่ำๆ ต่อไปจะมีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย คันหรือปวดแสบปวดร้อนตรงบริเวณแผลที่ถูกกัด ทั้งๆ ที่แผลอาจหายเป็นปกติแล้ว ต่อไปจะมีอาการตื่นเต้นง่าย กระสับกระส่าย ไม่ชอบแสงสว่าง ไม่ชอบลม และไม่ชอบเสียงดัง กลืนลำบาก แม้จะเป็นของเหลวหรือน้ำ เจ็บมากเวลากลืน เพราะการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืน แต่ยังมีสติพูดจารู้เรื่อง ต่อไปจะเอะอะมากขึ้น และสุดท้ายอาจมีอาการชัก เป็นอัมพาต หมดสติ และเสียชีวิต เนื่องจากส่วนที่สำคัญของสมองถูกทำลายไปหมด

เมื่อมันสามารถคร่าชีวิตคนไปแบบง่ายๆเช่นนี้ โรคพิษสุนัขบ้า คงจะไม่ใช่โรคเล่นๆ อีกต่อไป อย่างที่คนเราส่วนใหญ่คิดกันอยู่ ดังนั้น เมื่อถูกหมากัด สิ่งแรกที่ควรทำ คือ ล้างแผล ด้วยสบู่กับน้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อล้างเชื้อออกจากบาดแผล ถ้ามีเลือดออกควรปล่อยให้เลือดไหลออก อย่าบีบหรือเค้นแผล เพราะจะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปส่วนอื่น หลังจากนั้นควร ใส่ยา เช่น เบตาดีน ทิงเจอร์ไอโอดีน หรือ แอลกอฮอล์ 70 % เพื่อฆ่าเชื้อโรค อย่าใส่สิ่งอื่น เช่น เกลือ ยาฉุน ลงในแผล อย่างเด็ดขาด และไม่ควรเย็บแผล ถ้าจำเป็นควรรอไว้ 3-4 วัน ถ้าเลือดออกมากหรือแผลใหญ่อาจเย็บหลวม ๆ และใส่ท่อระบายไว้ และขั้นตอนสุดท้าย ควรรีบไปหาแพทย์หรือสัตวแพทย์ทันทีที่ถูกกัด เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนและเซรุ่ม อย่ารอจนสัตว์ที่กัดตาย เมื่อสัตว์ตายรีบตัดหัวส่งตรวจโรคพิษสุนัขบ้าอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ เราควรกักสัตว์ที่กัดไว้ดูอาการอย่างน้อย 15 วัน โดยให้น้ำและอาหารตามปกติ อย่าฆ่าสัตว์ให้ตายทันที เว้นแต่สัตว์นั้นดุร้ายกัดคนหรือสัตว์อื่นหรือไม่สามารถกัดสัตว์ไว้ได้ ถ้าสัตว์หนีหายไปให้ถือว่าสัตว์นั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้า

และหากเราไม่อยากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าแล้วล่ะก็!!! หากบ้านคุณเลี้ยงสุนัขหรือแมวก็ไม่ควรปล่อยให้ออกมาเพ่นพ่าน เพราะสุนัขจรจัดที่อยู่ข้างถนนเป็นตัวแพร่เชื้อโรคที่สำคัญ อาจกัดคนที่เดินผ่านไปมาหรือกัดสุนัขอื่นทำให้เป็นโรคได้ นอกจากนี้แมวและหนูที่วิ่งเข้าวิ่งออกบ้านคุณเป็นว่าเล่นนั้น ก็ถือเป็นพาหะแพร่เชื้อนี้ที่สำคัญได้เช่นกัน หากสัตว์เลี้ยงของคุณเกิดไปกัด หรือโดนกัดเข้า ก็สามารถเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน...

อย่าปล่อยให้สุนัขหรือแมวของคุณมีลูกมากจนเกินไป ควรทำหมันทั้งตัวผู้และตัวเมีย หรือฉีดยาคุมกำเนิดให้สัตว์เลี้ยงเพศเมีย เพราะหากเลี้ยงไม่ไหว อาจต้องนำไปปล่อยให้กลายเป็นสุนัขจรจัดและเป็นปัญหาของสังคมต่อไป และควรไปฉีดวัคซีนป้องกันทุกปี ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าของสัตว์ตามพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า 2535 ที่จะต้องนำสุนัขอายุระหว่าง 2-4 เดือน ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และฉีดซ้ำตามที่สัตวแพทย์กำหนดอีกด้วย...

เพียงเท่านี้คุณก็จะไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคพิษสุนัขบ้าอย่างแน่นอน...
ที่มา http://www.thaihealth.or.th/node/14314

Tuesday, March 9, 2010

หลอดเลือดสมองตีบ รอดได้ต้องรีบหาหมอ

ภายใน 3 ชั่วโมง โอกาสรอดสูง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้จะมีผู้โชคร้ายจำนวนมากต้องทุกข์ทรมานและเสียชีวิตจากการเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือ "โรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรืออุดตัน" ซึ่งก็มีสาเหตุหลักๆ มาจากโรคความดันสูงและเบาหวาน แต่ปัจจุบันกลับพบว่าหากผู้ป่วยหรือญาติคนไข้รู้ตัวแล้วรีบไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องภายใน 3 ชั่วโมง มีโอกาสรอดได้



นพ.จิระพัฒน์ อุกะโชค หัวหน้าศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 3 โรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรืออุดตัน คือโรคที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อสมองน้อยลง จนเนื้อสมองส่วนนั้นขาดเลือด ขาดออกซิเจน และสารอาหารต่างๆ ส่งผลให้เนื้อสมองส่วนนั้นทำงานไม่ได้ และถ้าเป็นมากหรือนาน เนื้อสมองส่วนนั้นก็จะตายไปในที่สุด ทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อสมองส่วนใดขาดเลือดไปเลี้ยง ก็จะแสดงอาการของเนื้อสมองส่วนนั้น อาการที่พบบ่อยก็คือ แขนขาหรือใบหน้าด้านใดด้านหนึ่งชา อ่อนแรงลงหรือขยับไม่ได้เลย เดินเซ เห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด กินสำลัก พูดไม่ได้หรือพูดไม่เป็นภาษา ฟังคนอื่นพูดไม่เข้าใจ อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดหรือรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที หรือบางคนเกิดขึ้นขณะนอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีอาการเหล่านี้แล้ว อาการอื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วยได้แก่ ปวดหัว เวียนหัว และอาเจียน สำหรับในรายที่เป็นมากอาจมีอาการซึมลงด้วย

"ดังนั้นญาติหรือคนใกล้ชิดพบว่าผู้ป่วยมีอาการต่างๆ เหล่านี้ให้รีบมาพบแพทย์ภายใน 3 ชั่วโมง เนื่องจากเนื้อสมองเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่สามารถทนการขาดเลือดและออกซิเจนได้นาน ถ้าไม่มีเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์สมองจะทนได้เพียงประมาณ 5 นาทีเท่านั้นก็จะตายไป ถ้ามีเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงบ้าง แต่ไม่เพียงพอเซลล์สมองก็อาจจะทนได้ประมาณ 3 ชั่วโมงแล้วก็จะตาย จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ เพื่อการรักษาและให้ยาที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการลดอัตราการเกิดโรคอัมพฤต อัมพาต หรือเสียชีวิตได้ดีที่สุด" หัวหน้าศูนย์สมองและระบบประสาท กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ นพ.ได้กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวิธีรักษาใดที่จะทำให้เนื้อสมองส่วนนั้นฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ ดังนั้น การให้ยาเพื่อละลายลิ่มเลือดหรือสิ่งที่อุดตันหลอดเลือดสมอง เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้อสมองได้อีกก็จะไม่มีประโยชน์ เพราะช้าเกินไป เนื้อสมองตายไปแล้ว และอาจมีผลเสีย เพราะเนื้อสมองส่วนที่ตายไปอาจทนเลือดที่ไหลเข้าไปเลี้ยงใหม่ไม่ได้อาจเกิดเลือดตกในเนื้อสมองส่วนที่ตายนั้น ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ที่มาhttp://www.thaihealth.or.th/node/9276



อัมพฤกษ์-อัมพาต โรคเรื้อรังที่ต้องดูแล

ตระหนัก-ลดเสี่ยง-เลี่ยงได้


เป็นที่ตระหนักกันว่า อัมพฤกษ์อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ทั่วโลก และเป็นสาเหตุที่สำคัญของความพิการที่รุนแรง ข้อมูลทางสถิติพบว่าในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเกิดใหม่ทั่วโลกราว 10-15 ล้านคน ในจำนวนนี้ 5 ล้านคน เสียชีวิต และอีก 5 ล้านคน กลายเป็นคนพิการอย่างถาวร


สำหรับในประเทศไทยสถิติจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตาย หรือพิการสูงเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย รองจาก โรคเอดส์ และ อุบัติเหตุ และสูงเป็นอันดับ 2 ในเพศหญิงรองจากโรคเอดส์ จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่คุกคามต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรทั่วโลก
อัมพฤกษ์อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมอง แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.สมองขาดเลือด พบประมาณ 70-80% ของผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการตีบหรืออุดตัน ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง การสูบบุหรี่ ภาวะหัวใจวายหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โรคเลือดบางอย่าง เช่น ภาวะเลือดข้นผิดปกติ เกล็ดเลือดสูง เม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอยู่เป็นเวลานานจะเป็นผลให้ผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว เกิดการตีบหรืออุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดเกิดอัมพาตตามมาในที่สุด โดยผู้ป่วยเหล่านี้มักมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบร่วมด้วย
2.หลอดเลือดสมองแตก เมื่อเกิดการแตกของหลอดเลือดสมอง ก้อนเลือดจะเบียดดันเนื้อสมองส่วนที่ดีทำให้เสียหน้าที่เซลล์สมองทำงานผิดปกติ เกิดอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา ภาวะนี้มักสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน นอกจากนี้ ยังเกิดจากความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาบางชนิด
อาการของอัมพฤกษ์อัมพาต หากมีอาการในข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองทั้งสิ้น

1.มีอาการชาหรืออ่อนแรงของแขนขา หรือใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง
2.ตาข้างใดข้างหนึ่งมัวหรือมองไม่เห็น
3.พูดลำบาก พูดไม่ได้ หรือไม่เข้าใจคำพูด
4.มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
5.มีอาการมึนงง หรือเดินไม่มั่นคง เสียศูนย์


การรักษา การรักษาให้ได้ผลดีขึ้นอยู่กับ
1.เวลายิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าไร จะยิ่งมีโอกาสหายเป็นปกติได้มาก
2.ความรุนแรงของโรคที่เป็น ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงน้อยจะมีโอกาสหายได้สูงกว่า
3.ความพร้อมของเทคโนโลยีในการรักษา โดยใช้อุปกรณ์หรือเทคนิคที่เหมาะสมและยาที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นปัจจัยที่สำคัญของผลการรักษา
ดูแลอย่างไรไม่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต เรื่องการดูแล มีความสำคัญมากในการป้องกันไม่ให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้
1.การรักษาและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การรักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การงดสูบบุหรี่
2.การป้องกันการกลับเป็นซ้ำด้วยการใช้ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด
3.การลดอาหารไขมัน โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว อาหารเค็ม กินผักและผลไม้ให้มาก
4.จำกัดการดื่มสุรา เบียร์
5.รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
6.ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

ได้มีการคาดการณ์ว่า มีผู้ป่วยใหม่ที่เป็นโรคอัมพาตเกิดขึ้นในประเทศไทย ปีละ 150,000 ราย ถ้าการรณรงค์ป้องกันได้ผล จะทำให้ผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 50,000 ราย ปลอดจากโรค ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ใช้รักษาสำหรับผู้ป่วยโรคนี้ต่อคน คิดเป็นเงินประมาณ 100,000 บาท ต่อปี ดังนั้น การป้องกันอัมพาตอย่างต่อเนื่องและจริงจังจะสามารถประหยัดเงินประเทศชาติได้ถึงปีละห้าพันล้านบาท

ดังคำกล่าวจากสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทยว่า “อัมพฤกษ์ อัมพาต ตระหนักลดเสี่ยง เลี่ยงได้”

ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

9 ปัจจัยเสี่ยง ‘หลอดเลือดสมอง’



ชี้เหล้า-บุหรี่-อ้วน ตัวการก่อโรคร้าย
โรคหลอดเลือดสมองหรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นโรคที่พบบ่อยเป็นอันดับสามรองจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง พบได้โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เมื่อเกิดโรคแล้วจะก่อให้เกิดอาการต่างๆ ทางระบบประสาท ซึ่งเป็นโรคที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่อาจเป็นได้ทั้งหลอดเลือดสมองตีบ

เกิดจากการที่มีไขมันเกาะตามผนังหลอดเลือด หรือมีการอุดตันของหลอดเลือดสมองจากการที่มีลิ่มเลือดลอยไปอุดตันหลอดเลือดที่มีความเปราะบางกว่าปกติ ทำให้เนื้อสมองบางส่วนถูกทำลายไป ส่วนมากผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของระบบประสาทเกิดขึ้นทันทีทันใดเมื่อมีการอุดตันหรือมีการแตก ของหลอดเลือดสมอง
เราจึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง ดังนี้
1. ความดันโลหิตสูง ภาวะความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดเสื่อม เนื่องจากแรงดันเลือด ที่ออกมาจากหัวใจมีแรงดันสูงขึ้น ทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมเร็ว ขาดความยืดหยุ่น และแตกเปราะง่าย พบว่ากว่า 35 - 73% ของผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง มีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
2. เบาหวาน เป็นปัจจัยสำคัญรองมาจากภาวะความดันโลหิตสูง
3. ความอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก มีโอกาสเป็นเบาหวาน และความดันโลหิตสูง หรืออาจเป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง
4. ไขมันในเลือดสูง ทำให้ผนังเส้นเลือดแดง ไม่ยืดหยุ่น เกิดการตีบตันง่าย เลือดจึงไหลผ่านไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อย ถ้าเกิดกับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง จะทำให้สมองขาดเลือดและเป็นอัมพาตในที่สุด
5. การสูบบุหรี่และดื่มสุรา การดื่มสุราจะทำให้หลอดเลือดเปราะ หรือเลือดออกง่ายเช่นเดียวกับผู้ที่สูบบุหรี่จะพบว่ามีอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
6. ความเข้มข้นของเลือด ถ้ามีฮีโมโกลบินสูงกว่าปกติ ก็มีโอกาสเกิดโรคได้
7. โรคหัวใจ เช่น โรคหัวใจวาย โรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ
8. ยาต่างๆ เช่น สตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดร่วมกับเป็นความดันโลหิตสูง
9. อายุที่มากขึ้น จะมีความสัมพันธ์ต่อการเสื่อมของหลอดเลือด
เมื่อเราได้ทราบถึงอันตรายของโรคหลอดเลือดแล้ว จึงควรที่จะหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขึ้นกับตัวเราหรือคนใกล้ชิด ถ้าไม่อยากเสียชีวิตหรือเป็นผู้พิการไปตลอดชีวิตโปรดใส่ใจสุขภาพสักนิด เพื่อชีวิตที่ยืนยง


ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

นอนดึกๆ ระวัง


นอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย


ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตายการนอนดึกเป็นเหตุให้ อายุสั้น เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง การทำงานดึกทำให้ร่างกายล้า เหมือนกับเครื่องยนต์ overload ไม่ช้าเครื่องก็พัง
วิธีแก้ไข ในกรณีต้องทำงานดึก (เพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมเร็ว) ผู้ที่มีหน้าที่บริหารงาน มักจะพบปัญหานี้กันมาก เพราะต้องเร่งงาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนนอนดึก 1. ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการล้า 2. ระบบร่างกายจะรวน ดังนี้
ระบบการย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ง่าย อาหารย่อยไม่ดี ทำให้อุจจาระหยาบ คืออาหารที่ทานเข้าไป ถ้าไม่นอนดึก อุจจาระ จะสวย ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ เหมือนกับแท่งทอง แต่ถ้า อดนอน แล้วอุจจาระจะหยาบ จะมีเศษอะไรต่าง ๆ ติดอยู่ เหมือนกับรถที่มีเขม่าติด เกิดจากการที่ร่างกาย ย่อย ไม่หมด เพราะล้า
แนวทางแก้ไข ให้ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารเหนียว ๆ มิฉะนั้นลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งนอนดึกแม้เราหลับไปแล้ว แต่ ลำไส้ ไม่หลับ ยังคงย่อยอยู่ต่อไป พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย ให้ทาน ไข่ นม แทนพวก เนื้อสัตว์ ก็จะพอถูไถไปได้ มิฉะนั้นท้องจะผูกเป็นประจำ ริดสีดวงทวาร จะถามหา (ถ้าหากอ้วนก็ให้ทานนมแทนไข่)
ท้องผูก มี 2 ลักษณะ 1. ผูกแข็ง คือ อุจจาระแข็ง 2. ผูกเหลว คือ อาการถ่ายอุจจาระไม่หมด ยังค้างอยู่ แต่ลำไส้ล้า กระเพาะอาหาร ล้า ทำให้ไม่มีแรงบีบให้ออกจนหมด
ดังนั้นในวันหนึ่ง ๆ จึงต้องถ่ายหลายครั้ง โรค ที่จะตามมาก็คือ ผื่น คันบริเวณ ขาหนีบ (ไม่ใช่เพราะความสกปรกหมักหมม) จะคันทั้งวัน ปกติอุจจาระจะกึ่ง แข็ง กึ่ง เหลว ถ้าแข็งแสดงว่าส่วนที่เป็นน้ำได้ซึมกลับเข้ามาใน ลำไส้ ซึ่งมันเป็นของเสีย ที่ต้องขับออก ผลก็คือทำให้ น้ำเหลือง เสีย ก็จะมาประทุบริเวณเนื้ออ่อน ๆ เช่นที่ขาหนีบ สาเหตุก็มาจากท้องผูกนั่นเอง
เพราะฉะนั้น อย่านอนดึก ถ้าต้องดึกก็ให้ออกกำลังหน้าท้อง ให้ท้องเกิดกำลัง จะได้รีดอุจจาระออกมาได้เร็ว
ทานเสร็จแล้วอย่านอน ให้เดินสักครึ่งชั่วโมง เพราะพอขาได้เดิน ลำไส้มันก็ต้องไปกับขาด้วย จะช่วยทำให้ย่อยได้ดีขึ้น ท้องจะผูกน้อยลง ผื่นคันก็จะหาย ถ้ายังไม่หาย (เนื่องจากอายุมาก) ให้ทาน น้ำขิงสด (ไม่ใช่ขิงผงเป็นซอง ๆ) พวกที่นอนดึกต้องให้ท้องอุ่นมาก ๆ ให้หาผ้ามาห่ม เดี๋ยวท้องจะ อืด เฟ้อ บางทีต้องให้เท้าอุ่นด้วย ให้หาถุงเท้ามาใส่ มิฉะนั้นเท้าจะ ชา
ระบบปัสสาวะ ถ้านอนไม่ดึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม พอตื่นเช้าขึ้นมาจะ ปัสสาวะ ครั้งเดียวจบ แต่ถ้านอนดึก ยิ่งนอนตีหนึ่ง กลางดึกจะต้อง ลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกาย overload ต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออกมาใช้ จึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อย ทำให้พวก เกลือแร่ ที่อยู่ในร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย ยิ่งอายุ 35 ขึ้นไปจะยิ่งแย่
แนวทางแก้ไข ให้ทาน แคลเซี่ยม เม็ดได้ แต่อย่ามาก แค่ 1 เม็ดก็พอ ถ้าทานมากจะทำให้แคลเซี่ยมพอก คืออาการที่ กระดูกงอก ทับเส้นประสาท (ถ้าเป็นแล้วต้องให้คนนวด และทานยาละลายแคลเซี่ยมช่วย) ถ้าไม่ทานแคลเซี่ยมชดเชย จะทำให้เลือดจาง เม็ดโลหิตจาง
สรุปแล้วการอดนอน เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง
การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มาก และเติม เกลือ ในน้ำด้วย คือพอเราดื่มแล้วมันออกมาหมดทั้งทาง ปัสสาวะ และ เหงื่อ เราทานเกลือมาก ๆ ยังออกทางเหงื่อได้ แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมากทำให้กระดูกงอก ส่วนโค้ก เป๊ปซี่ กระทิงแดง อย่าทาน พอเราอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะ มันจะซึมกลับเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะไปประทุที่ขาหนีบ หรือท้องแขนเป็นเม็ดแดง ๆ เป็นจ้ำขึ้นทั่วเลย บางคนไม่กลั้น แต่ดื่มน้ำน้อย อาการ ก็จะเหมือนกับการโม่แป้งฝืด ๆ ลำไส้ บีบตัวไม่ไหว ต้องเค้น ก็จะเพลีย แต่ถ้าดื่มน้ำมาก ทำให้ ถ่าย สบาย ถ้าดื่มน้ำน้อยจะทำให้ กรดยูเรีย เข้มข้น พอเรากลั้นปัสสาวะมันก็จะซึมเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ถ้ากลั้นบ่อย ๆ จะทำให้ปัสสาวะไม่หมด
ระบบเหงื่อ คนที่ไม่มีเหงื่อออก จะแย่ ถ้าขับเหงื่อให้ออกได้ร่างกายสบาย ถ้า เหงื่อ ไม่ออกความร้อนภายในร่างกายจะระบายไม่ได้ ทำให้อึดอัด ของเสียในร่างกายก็ออกไม่ได้ โรคผิวหนัง จะถามหา สิวฝ้า จะขึ้น เพราะฉะนั้น ดื่มน้ำให้มากพอและออกกำลังกาย เท่านั้นพอ เอาจนเหงื่อออกให้ได้ คนนอนดึกเหงื่อจะไม่ค่อยออก ของเสียตกใน สิวฝ้าขึ้น มันก็จะไปออกทางปัสสาวะแทน ไต เลยทำงานหนัก
ระบบหายใจ ระบบหายใจจะเสียตามมา ร่างกายจะเอาออกซิเจนไปแลก เลือดดำ ให้เป็น เลือดแดง ได้ต้องมีความชื้น ถ้าความชื้นน้อยมันจะไม่แลก ทำให้อึดอัด เหมือนอยู่ห้องแอร์แล้วอึดอัด เพราะความชื้นไม่พอ ไม่ใช่อากาศไม่พอ อากาศมันแห้งเลยเอาความชื้นในตัวเราไป ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก และออกซิเจนไม่ได้
แนวทางแก้ไข ให้เอาน้ำใส่กะละมังไว้ข้างตัว ยิ่งเป็นน้ำร้อนยิ่งดี ถ้าอึดอัดให้เอาผ้าหนุนเท้าให้สูง เลือดก็จะไหลลงมาได้ จะทำให้นอนสบาย การดื่มน้ำหวาน ๆ ตอนอยู่ดึก ๆ ก็ช่วยได้ แต่อย่าหวานมากจะทำให้เพิ่มรูปภาพ อ้วน ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าอยู่ดึก ดึกได้เป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น คนนอนดึกเสียงจะแห้ง เพราะไตมันล้า การใช้ สบู่ ให้ใช้สบู่เด็ก เพราะเป็นสบู่อ่อน การกัดจะน้อย อย่าใช้สบู่แรง ๆ ให้ฟอกสบู่วันละครั้งก็พอ ถ้าฟอกวันละหลาย ๆ ครั้งไขมันจะหมด จะทำให้ ผิวแตก ถ้าคันมาก ๆ อันเนื่องมาจากการนอนดึก ถ้าเราไม่ทราบเราจะยิ่งฟอกสบู่หนักเข้าซึ่งไม่ดี ให้ฟอกวันเว้นวัน การดูแลรักษาร่างกายให้ดี จะทำให้นั่งสมาธิได้ดี นั่งได้นาน ไม่คัน ไม่เข้าห้องน้ำบ่อย
เมื่อคุณรู้อย่างนี้แล้วก็อย่าหักโหมทำงานมากไปจนลืมดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองด้วยแล้วกันขอขอบคุณรูปจาก 4.bp.blogspot.com
ที่มาhttp://www.kanzuksa.com/Radio.asp?data=201

Wednesday, November 18, 2009

Pic_47564

ต่อมไทรอยด์ อาจฟังคุ้นหูแต่ไม่ค่อยรู้ว่าสำคัญอย่างไร ผู้ป่วยจำนวนมากที่มีโรคไทรอยด์แฝงอยู่ แต่ไม่เคยทราบว่าสาเหตุของอาการผิดปกติเหล่านั้น มาจากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ...

ต่อมไทรอยด์เป็นเสมือนหน่วยสร้างความสมดุลให้กับร่างกายหลายระบบ หากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติจะส่งผลให้ร่างกายหลายส่วนเกิดปัญหาตามมา ผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติอาจมีอาการแสดงได้หลายรูปแบบ เช่น เฉื่อยชา ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือสั่น ขี้ร้อน สมาธิสั้น อยู่ไม่ค่อยสุข กระวนกระวาย หิวบ่อย น้ำหนักลดถึงแม้รับประทานมาก เป็นตะคริวง่าย ในผู้หญิงประจำเดือนอาจมาน้อยลง บางกรณีอาจมามากผิดปกติ หรืออาจขาดหายไป

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมที่ใหญ่ที่สุดในระบบต่อมไร้ท่อ ทำหน้าที่สร้าง “ฮอร์โมนไทรอยด์” และปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด คือ ฮอร์โมนไทร็อกซินหรือที่เรียกว่า ที4 (T4) และ ฮอร์โมนไตรไอโอโดไทโรนีนหรือที่เรียกว่า ที3 (T3) ซึ่งฮอร์โมนที่ถูกปล่อยออกไปจะออกฤทธิ์ต่อเซลล์หรืออวัยวะเป้าหมาย

หน้าที่ของฮอร์โมนไทรอยด์

ฮอร์โมนไทรอยด์ทำหน้าที่หลายอย่างในร่างกายและครอบคลุมเซลล์เป้าหมายที่หลากหลาย โดยไม่สามารถระบุอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งโดยเฉพาะ รวมทั้งประสานการทำงานกับระบบน้ำย่อยและฮอร์โมนอื่นๆ อาจพอสรุปได้ว่าฮอร์โมนไทรอยด์เกี่ยวข้องกับระบบและหน้าที่ในร่างกายดังนี้ เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการ การเจริญเติบโตของร่างกายและอวัยวะต่างๆ
ระบบการเผาพลาญอาหาร ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและ ไขมัน มีทั้งการสังเคราะห์และการสลาย เพื่อให้การดำเนินงานของอวัยวะต่างๆ เป็นไปตามปกติผลิตความร้อน รักษาอุณหภูมิในร่างกายกระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่วนหนึ่งผ่านระบบประสาทอัตโนมัติสัมพันธ์กับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจ และหลอดเลือด ระบบประสาทสมอง เป็นต้นประสานการทำงานของระบบฮอร์โมนอื่นๆ อีกหลายชนิดในร่างกาย

ไอโอดีนกับต่อมไทรอยด์

ต่อมไทรอยด์นำไอโอดีนมาเป็นส่วนสำคัญในการสังเคราะห์ฮอร์โมน ความต้องการไอโอดีนต่อวันที่แนะนำคือ 150 ไมโครกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ และ 200 ไมโครกรัมต่อวันในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร คอพอกจากการขาดไอโอดีนทำให้เกิดปัญหาต่อไปนี้ ฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์หลั่งออกมามาก ต่อมไทรอยด์โตมากขึ้นตามระยะเวลาและความรุนแรงของการขาด
อาจมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป เด็กแรกคลอดมีโอกาสเป็นโรคเอ๋อ หรือขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์แต่กำเนิดมากขึ้น

คอพอก หมายถึง ภาวะต่อมไทรอยด์โตกว่าปกติ ในความรู้สึกของชาวบ้านคอพอกอาจจะสื่อความหมายที่ค่อนข้างรุนแรง มองเห็นภาพคอที่โตยื่นออกมาเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ และนึกถึงการขาดไอโอดีน หรือ อาหารทะเล ในทางการแพทย์ต่อมไทรอยด์ที่มีขนาดโตขึ้นเรียกรวมกันว่า Goiter (กอยเตอร์) ซึ่งอาจมีก้อนหลายลักษณะ เช่น โตทั้งต่อมมีผิวเรียบไม่ขรุขระ โตเป็นก้อนเดียวโดดๆ ข้างซ้ายหรือขวาข้างใดข้างหนึ่ง โตเป็นก้อนมากกว่า 1 ก้อนและมีหลายขนาด เป็นต้น

ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

ต่อมไทรอยด์โตแต่ทำหน้าที่ปกติ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษคือทำงานมากเกินไป ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป
ต่อมไทรอยด์โต แต่สร้างฮอร์โมนตามปกติ หลายคนไม่ทราบว่าต่อมไทรอยด์ตัวเองโตจนกระทั่งมีคนทัก หมอตรวจพบ หรือคลำได้เอง นั่นแสดงว่าต่อมไทรอยด์ที่โตขึ้นไม่ทำให้เกิดอาการ ยกเว้นบางภาวะ เช่น ก้อนเกิดจากการอักเสบ หรือมีเลือดออกในต่อมไทรอยด์อย่างกะทันหัน ทำให้มีอาการเจ็บบริเวณที่เป็นก้อน ในบางกรณีต่อมไทรอยด์อาจโตมากและดันไปด้านหลัง กดต่อหลอดคอหรือหลอดอาหาร ทำให้มีอาการหายใจลำบากโดยเฉพาะเวลานอน หรือกลืนลำบาก

ต่อมไทรอยด์โตร่วมกับการสร้างฮอร์โมนผิดปกติ ไม่ว่าจะสร้างมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ผู้ที่เป็นก็จะมีอาการแสดงของโรคไทรอยด์ได้ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป จนระดับฮอร์โมนในเลือดสูงกว่าปกติ

อาการที่พบได้
- เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือสั่น ขี้ร้อน เหงื่ออกมาก
- หิวบ่อย น้ำหนักลดถึงแม้รับประทานมาก
- สมาธิสั้น อยู่ไม่ค่อยสุข กระวนกระวาย
- เครียด นอนไม่ค่อยหลับมีอาการทางด้านประสาทหรือด้านจิตใจได้ง่าย
- บางรายถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้นวันละ 2 – 3 ครั้ง
- ในผู้หญิง ประจำเดือนอาจมาน้อยลง
- ในผู้ชายอาจพบอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา และแขนส่วนต้น
- ในบางรายอาจพบตับโต และตัวเหลืองตาเหลือง
- ในรายที่ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษรุนแรงอาจมาด้วยอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวได้

การรักษาต่อมไทรอยด์เป็นพิษไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตามจะมี 3 วิธี คือ
1. การให้ยายับยั้งการสร้างฮอร์โมนต่อมไทรอยด์
2. การให้ไอโอดีนเคลือบสารกัมมันตภาพรังสี คือ Iodine 131
3. การผ่าตัด

ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ

ต่อมไทรอยด์ ทำงานน้อย เป็นภาวะที่ตรงข้ามกับต่อมไทรอยด์ทำงานมาก กล่าวคือ ฮอร์โมไทรอยด์ในเลือดอยู่ในระดับน้อยเกินไป และทำให้เกิดอาการเนื่องจากมีฮอร์โมนไทรอยด์น้อย อาการที่พบได้เฉื่อยชา ขี้เกียจ ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย น้ำหนักเพิ่มขึ้นบวมแบบกดไม่บุ๋ม ผิวหนังแห้ง หยาบ ผมหยาบหนา เปราะ ร่วงง่ายเหนื่อยง่าย รู้สึกหายใจไม่เต็มที่ ท้องผูกคิดช้า พูดช้า ซึมเศร้า ไม่มีสมาธิกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่ค่อยมีแรง เป็นตะคริวง่ายในผู้หญิงประจำเดือนอาจมามากกว่าปกติ หรือประจำเดือนขาดหายไปในรายที่เป็นมากอาการรุนแรงอาจพบน้ำอยู่ช่องต่างๆ ของร่างกาย เช่น ช่องปอด ช่องหัวใจการรักษาต่อม

ไทรอยด์ทำงานน้อย คือการให้ฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อชดเชยที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ จึงต้องรักษาไปตลอดชีวิต เมื่อชดเชยฮอร์โมนได้เพียงพอ ร่างกายก็จะกลับสู่ภาวะปกติ สิ่งสำคัญคือต้องชดเชยให้ฮอร์โมน อยู่ในระดับปกติตลอดไป
ภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ จะส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ หลากหลาย จนบางครั้งยากที่จะสังเกตได้ด้วยตัวเอง หากสงสัยหรือพบอาการผิดปกติใดๆ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุให้แน่ชัด ก่อนโรคจะเป็นมากจนมีอาการรุนแรง

ที่มา ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลเวชธานี

http://www.thairath.co.th/content/life/47564

2012 วันสิ้นโลก

Pic_47664

ถ้านับจากวันเดือนปี ณ วันนี้ ก็เท่ากับว่าอีกแค่ 3 ปีเท่านั้น ก็จะถึงวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2012 ช่วงเวลาที่ปฏิทินชาวมายาที่ระบุเอาไว้ว่าจะเป็นวันโลกแตก ไทยรัฐออนไลน์สอบถาม 13 คนมีชื่อเสียงหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง ดารา ไฮโซ ดีไซเนอร์ นักกฏหมายสถาปนิค เป็นต้น มาลองดูว่าบรรดาบุคคลมีชื่อเสียง ทั้งหลายเขาอยากจะทำอะไรกันบ้างในวันที่โลกใกล้จะแตกบ้าง

ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ นักธุรกิจ และอดีตนักการเมืองชื่อดังบอกว่าเขาจะยืนอยู่บนหลังคาบ้านกอดลูก-เมียและดื่มแชมเปญเพื่อฉลองให้กับวันสุดท้ายของโลก

"ผมเพ่ิงไปดูหนังเรื่อง 2012 วันสิ้นโลกมาถือว่าเป็นหนังที่ดีสนุกมาก ถ้าถึงวัน 2012โลกแตกผมจะเรียกลูก-เมียมาให้หมดแล้วก็จะพาเขาขึ้นไปในที่ที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือถ้าหากหาที่สูงๆ ไม่ทัน ผมก็จะพาครอบครัวขึ้นไปบนหลังคาบ้านและมองลงมาเพื่อให้เห็นภาพวันสิ้นโลก เห็นภาพตึกค่อยๆ ถล่มแผ่นดินแยกให้เต็มตา และพอมันใกล้จะถล่มมาถึงผมก็จะกอดลูก-เมียเหมือนกับฉากหนึ่งในหนังที่ครอบครัวชาวอินเดียเขาโดน "สึนามิยักษ์" ซัดจนตาย พร้อมกับเปิดแชมเปญเพื่อดื่มฉลองให้กับวันสุดท้ายของโลก"

ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ เจ้าของร้านเพชรพันล้าน เจม พีส บาย ชูชัย - เราอยากนั่งสมาธิแล้วก็ตายไปพร้อมกับโลก

"ในวันที่โลกกำลังจะแตก เราจะเข้าไปอยู่ในห้องพระเพื่อให้จิตใจสงบมากที่สุด เพื่อละจากกิเลสทั้งปวง ก่อนที่จะตายเราอยากทำตรงนี้มากๆ เพราะว่าที่ผ่านมาในชีวิตไม่ว่าจะเป็น ลาภ ยศ เงิน เพชร พลอย กระทั่งคนที่เรารักและรักเราที่เราสร้างขึ้นมาทั้งหมดนั้นมันเป็นกิเลสที่เกาะเกี่ยวตัวเรามานานแสนนานก่อนจะตายเราอยากจะทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปให้หมด เพราะหากยังยึดติดอยู่มันจะกลายเป็นบาปที่เกิดกับตัวเราในภพหน้าต่อไป เราอยากนั่งสมาธิแล้วก็ตายไปพร้อมกับโลกเลย "

เขมศรณ์ พนมวัน ณ อยุธยา เจ้าแม่แบรนด์เนมแห่ง “โจ มาโลน” จากประเทศอังกฤษ - เราอยากสวดมนต์กับคนที่เรารักจนกว่าโลกจะพังลงมา

"เติ้ลอยากอยู่กับคนที่เรารักทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ พี่ ๆน้องๆ แล้วก็ใช้เวลาร่วมกันเพื่อทำกิจกรรมที่เรารักและศรัทธา อย่างเช่น การเข้าไปอยู่ในวัดเพื่อปฎิบัติธรรม เราอยากนั่งสมาธิสวดมนต์กับครอบครัวอยู่แบบนั้นจนกว่าโลกจะพังครืนลงมาในที่สุด"

ลีนา จังจรรจา นักกฏหมาย นักแสดง นักธุรกิจบอกว่าก่อนโลกแตกดิฉันอยากจะให้ประชาชนฟ้องนักการเมืองเลวๆ โดยตรง แบบไม่โดนอิทธิพลข่มขู่ใดๆ

"เนื่องจากดิฉันเป็นนักกฏหมายก่อนโลกจะแตกดิฉันอยากจะให้รัฐบาลมีกฏหมายให้ประชาชนสามารถฟ้องคดีได้โดยตรงโดยไม่โดนอิทธิพลข่มขู่ ซึ่งจริงๆ รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ฉบับนี้ประชาชนก็สามารถฟ้องโดยตรงได้ แต่ก็จะมีเรื่องอิทธิพลมีภัยมืดเข้ามา ดังนั้นก่อนโลกจะแตกดิฉันจะไล่ฟ้องพวกนักการเมืองไปให้หมดเลย โดยเฉพาะนักการเมืองที่เข้าไปพัวพันกับคดีของนายราเกซ ซึ่งนักการเมืองโกงบางคนก็ยังมีตัวตนอยู่ แต่รัฐบาลไม่ทำอะไร"

หญิงแม้น นฤมาส ยุคล : แม้นจะไปขอขมาคุณพ่อ คุณแม่ และก็จับมือกับคนที่เรารักจนถึงวินาทีสุดท้าย

"สิ่งที่แม้นจะเลือกทำก่อนวันสิ้นโลก 2012 ก็คือแม้นจะไปกราบขออโหสิกรรมกับทุกท่านที่เราเคยไปทำผิดมา ไปขอขมาทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ พี่ๆ น้องๆ แม้นอยากจะบอกว่าถ้าแม้นเคยทำอะไรให้พวกท่านเหล่านี้ไม่สบายใจ เราก็ไปขอโทษท่าน หลังจากนั้นก็จะพบกับคนที่เรารัก (แฟน) พร้อมกับนั่งจับมือกันในบ้านจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายจนโลกแตกไปเลย"

วรรณพร โปษยานนท์ ดีไซเนอร์เปรี้ยวซ่าชื่อดังที่ว่ากันว่าแรงที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ บอกว่าดวงอยากจะขอบคุณ คุณพ่อคุณที่เลี้ยงดูเรามา

"ก่อนตายดวงอยากใช้ชีวิตให้โลดโผนมากที่สุดกับคนที่ดวงรัก เช่น การนั่งบอลลูนไปเที่ยวรอบโลก และก็ใช้ชีวิต X-treme ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ไปในที่ที่เราไม่เคยไป เที่ยว จนกระทั่งโลกส่งสัญญาณเตือนว่ามันใกล้จะแตกแล้ว เราก็จะบอกครอบครัวเรา คุณพ่อ คุณแม่ ว่าดีใจที่เราได้มาเจอกัน และก็ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงดูมา"

นาขวัญ รายนานนท์ พิธีกร ไฮโซชื่อดัง บอกว่า เราจะทำบุญจนกว่าเราจะตาย

"ก่อนโลกจะตายอยากจะท่องเที่ยวไปกับคนที่เรารัก ไปกับครอบครัวไปในที่ ที่เราไม่เคยไปเพื่อจะได้เก็บภาพเหล่านี้ไว้เป็นความทรงจำก่อนโลกจะสลาย พร้อมกับจะทำบุญไปเรื่อยๆ ให้เยอะมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ "

ดร.สิงห์ แสงชูโต สถาปนิคชื่อดัง ที่เขย่าโลกด้วยการเอาขยะมาทำเฟอร์นิเจอร์ บอกว่าผมจะหนังสือสเกตซ์ที่ผมทำมาตลอดชีวิตให้กับคนรุ่นต่อไป

"ผมคงไม่ทำอะไรที่แตกต่างจากชีวิตปกติสงบแน่นอน แต่ก่อนผมจะตายสิ่งที่ผมอยากจะทิ้งไว้ก่อนที่โลกจะแตกสลายก็คือ ผมอยากจะทิ้งหนังสือสเกตช์แบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผมทำมาทั้งชีวิตไว้ให้กับคนรุ่นต่อไปอีกสัก 100 ปี หรือ 1,000 ปี ถ้าคนรุ่นหลังจากเราจะเกิดขึ้นมา เขาจะสามารถพบเห็นสิ่งเหล่านั้น ซึ่งผมว่ามันจะน่าเป็นประโยชน์"

ริก้า ดีล่า สาวสังคมเจ้าเสน่ห์คุณแม่ลูกสอง บอกว่า ริก้าจะจัดปาร์ตี้ ดื่มไวน์และก็ใส่เครื่องเพชรทั้งหมดที่เราสะสมมาทั้งชีวิต

"ก่อนโลกจะแตกเราอยากจะใช้เวลาพาลูกๆ ไปเที่ยวในที่ที่เราและลูกๆ ไม่เคยไป เช่น มัลดีฟส์ - เซาท์แอฟริกา -บาหลี ไปเที่ยวให้สนุกสุดเหวี่ยงที่สุด กระทั่งวันสุดท้ายริก้าจะจัดงานปาร์ตี้แล้วก็เอาเพชร ที่เก็บเงินซื้อใส่ไว้ในตู้เซฟมาทัั้งชีวิตเอามาใส่ พร้อมกับเปิดไวน์ราคาแพงๆ ที่เราสะสมเป็นตู้ๆ เอามาดื่มให้หมดเพื่อฉลองวันโลกแตก"

วู้ดดี้ - วุฒิธร มิลินทจินดา พิธีกรชื่อดัง บอกว่า ผมไม่อยากทำอะไรผมอยากจะตายไปกับคนที่ผมรักที่สุด

"ก่อนวันโลกจะแตกผมอยากจะจัดปาร์ตี้รวมรวมคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ คุณยายและคนที่เรารักซืึ่งในชีวิตวู้ดดี้ก็มีคนที่รักและรักเขาไม่มาก อยากให้พวกเขาเหล่านี้มารวมตัวกัน มากินข้าวมาคุยกันเรียบๆ ง่ายๆ แล้วก็อยากจะหยุดวินาทีสุดท้ายนั้นๆ แล้วก็ไปพร้อมกับ วู้ดดี้อยากจะเก็บความทรงจำของมิตรภาพจากกัลยาณมิตรไกลทั้งหมดที่เราเคยแบ่งปันเรื่องดีๆ นึกถึงแฟนรายการของวู้ดดี้เป็นความทรงจำดีๆ ของวู้ดดี้ตลอดไป ผมเคยถามตัวเองว่าวันนี้เราเกิดมาคุ้มหรือยัง คำตอบก็คือใช่วันนี้ผมพร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ ผมอาจจะไม่ใช่คนรวยที่สุด ดังที่สุด หรือได้รับความอบอุ่นมากที่สุด แต่ว่าผมคิดว่าผมได้สัมผัสทุกๆ อย่างที่มนุษย์คนหนึ่งได้สัมผัสแล้ว อิ่มแล้ว มาถึงวันนี้ผมไม่อยากจะไขว่คว้าที่จะได้อะไร เพราะผมมีทุกๆ อย่างที่ผมต้องการ แล้ว"

กาละแมร์ - พัชรศรี เบญจมาศ บอกว่่า แมร์จะแต่งงานก่อนโลกแตก

"ถ้าเกิดมีวันนั้นจริงๆ นอกจากแมร์อยากจะแต่งงานก่อนที่โลกจะแตกแล้ว แมร์ก็ยังมีอะไรที่อยากจะทำหลายๆ อย่าง เช่น อยากจะจัดกรุ๊ปทัวร์วันสิ้นโลกขึ้นเพื่อเดินทาง ไปเที่ยวทั่วโลก ไปที่ที่เราไม่เคยไป เพราะไหนๆ โลกมันจะแตกทุกๆ อย่างจะถล่มหมด เราก็อยากไปให้เห็นกับตาว่าในแต่ละ สถานที่ที่สวยงามของโลกไปทุกทวีปดูว่ามันเป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากนั้นก็คงจะนัดทุกๆ คนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ พี่ น้อง เพื่อนๆ นัดเจอมากันให้หมด แล้ววันนั้นก็จะเป็นวันเปิดเผยหัวใจ ใครคิดยังไงกับใครหรือใครอยากจะขอโทษ อยากจะกอดกับใครก็ทำไปไม่ต้องกลัวเสียฟอร์ม แล้วก็มาปาร์ตี้กัน แมร์อยากให้ภาพสุดท้ายก่อนโลกแตกเป็นภาพที่สวยงาม อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่เราอยากทำมากที่สุดก็คือ แมร์อยากจะออกอากาศรายการสด เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆกับคนดูว่าสถานการณ์ที่โลกกำลังจะแตกมันเป็นยังไง แมร์อยากจะอยู่เป็นเพื่อนของพวกเขา จนวาระสุดท้าย เพราะเราถ้าโลกมันจะต้องแตกเราก็อยากจะตายในประเทศที่เรารัก และตายไปกับสิ่งที่เรารักนั่นคืองานสื่อสารมวลชน"

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร หรือ ผู้การวิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.อ่างทอง บอกว่าก่อนโลกแตกผมอยากมีอำนาจเปลี่ยนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

"ถ้าโลกจะแตกจริงๆ ผมอยากมีอำนาจที่จะเปลี่ยนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปราศจากการครอบงำของนักการเมือง เพราะว่าที่ตำรวจดีๆ ไม่ได้ดีอย่างทุกวันนี้ก็เพราะว่าหน้าที่การงานเราต้องขึ้นอยู่กับนักการเมืองแต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ก่อนตายผมอยากจะทำบริษัทให้คำปรึกษากับชาวบ้านเรื่องเกี่ยวกับกฏหมาย ผมอยากใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมา ให้ความรู้แก่ประชาชน ที่สำคัญ ถ้าโลกแตกผมจะบอกเทวดาว่า ถ้าชาติหน้ามีจริงผมไม่อยากเกิดมาเป็นมนุษย์ขี้เหม็นอีกแล้ว เพราะว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรม"

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช : ผมจะไปเนปาล ผมจะไปภูเขาหิมาลัยแต่ผมจะไม่ตาย

" แม้ว่าหลักวิทยาศาตร์จะพิสูจน์ไม่ได้แน่ว่าปี 2012 โลกจะแตกอย่างคำทำนายหรือไม่ แต่ส่วนตัวผมว่าปฏิทินที่ชนเผ่ามายันระบุเอาไว้ว่า 2012 จะเป็นวันสิ้นโลกน่าจะเป็นเรื่องจริง ดังนั้นอีกไม่กี่ปีโลกก็จะแตกเวลาที่เหลือนับจากวันนี้ผมก็ไม่ทำอะไร ผมก็จะเที่ยวไปเรื่อยๆ ผมจะหาความสุขไปในที่ที่เราไม่เคยไป โดยเฉพาะในเมืองไทย แต่ถามว่าเชื่อไหมว่าโลกจะแตกแล้วคนจะตายหมด เพราะจากหลักของวิทยาศาสตร์แล้ว ถ้าหากโลกจะแตกแบบแผ่นดินไหวและก็แยกออกจากกัน หรือว่าโดนสึนามิถล่ม ผมคิดว่าถ้าแตกในลักษณะแบบนี้ผมจะรอดชีวิต เพราะจากการศึกษาบางแห่งภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงหรือสิ่งที่เราเรียกว่าโลก แตกอาจจะไปไม่ถึงในพื้นที่ที่ราบสูงเพราะว่าน้ำท่วมไม่ถึง หรือไปในพื้นที่ราบอย่างเนปาล ในเทือกเขาหิมาลัยมันไม่มีประวัติของแผ่นดินไหว หรือหากน้ำท่วมเยอะๆ เราก็คงจะอยู่ได้ ซึ่งถ้าโลกจะแตกจริงๆ ผมคิดว่าผมจะไปที่นั่นแล้ว ผมกับครอบครัวก็จะรอดตาย ซึ่งสิ่งที่ผมแนะนำได้ก็คือ อยากให้ทุกคนมีสติ"
ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของคนดัง 13 คนที่คุณชอบ แล้วคุณละ 2012 เมื่อถึงเวลานั้นคุณอยากทำอะไร

ที่มาhttp://www.thairath.co.th/content/life/47664